หน้าแรก › MarTechPlace › Marketing Funnel คืออะไร? วางฟันเนลให้วัดผลได้ทุกขั้น พร้อมตัวอย่าง B2B และร้านค้า (2026)
M Creation

Marketing Funnel คืออะไร? วางฟันเนลให้วัดผลได้ทุกขั้น พร้อมตัวอย่าง B2B และร้านค้า (2026)

ชวัลวิทย์ รักษพล27 ก.ย. 2569อ่าน 44 นาที
ทีมการตลาดกำลังวางแผน Marketing Funnel บนไวต์บอร์ด ตั้งแต่ขั้นรู้จักถึงปิดการขาย

Marketing Funnel (ฟันเนลการตลาด) คือแผนที่เส้นทางของลูกค้า ตั้งแต่เพิ่งรู้จักแบรนด์ ไปจนถึงตัดสินใจซื้อและกลับมาซื้อซ้ำ แบ่งเป็นขั้นหลัก ๆ คือ TOFU (รู้จัก) MOFU (พิจารณา) BOFU (ตัดสินใจ) และหลังการขาย (ซื้อซ้ำ/บอกต่อ) ฟันเนลที่ใช้งานได้จริงต้องกำหนดว่าแต่ละขั้นวัดด้วย event อะไร และเชื่อมข้อมูลจากแอดไปถึงยอดปิดการขายได้

ผมเขียนบทความนี้เพราะเจอบ่อยว่าหลายธุรกิจ "มีฟันเนล" อยู่ในสไลด์ แต่พอถามว่าเดือนนี้คนที่เห็นแอดกลายเป็นยอดขายกี่ราย ไม่มีใครตอบได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทฤษฎี ทฤษฎีฟันเนลเรียบง่ายมาก ปัญหาอยู่ที่ไม่ได้วางจุดวัดไว้ตั้งแต่แรก บทความนี้จะพาไล่ทีละขั้นว่าควรทำคอนเทนต์และแอดแบบไหน ใช้ช่องทางไหนในไทย วัดด้วยอะไร และต่อข้อมูลยังไงให้เห็นถึงยอดขายจริง พร้อมตัวอย่างสมมติ 2 แบบ คือธุรกิจ B2B ที่ขายผ่านใบเสนอราคา และร้านค้าออนไลน์

Marketing Funnel มีกี่ขั้น แต่ละขั้นต่างกันยังไง

ฟันเนลที่ใช้กันทั่วไปมี 4 ขั้น ชื่อเรียกต่างกันไปตามตำรา (บางที่ใช้ AIDA บางที่ใช้ See-Think-Do-Care) แต่แก่นเหมือนกัน คือคนในแต่ละขั้นมีคำถามในหัวไม่เหมือนกัน เลยต้องได้ข้อความไม่เหมือนกัน

ขั้นลูกค้าคิดอะไรอยู่เป้าหมายของเรา
TOFU (Top of Funnel) รู้จัก"มีปัญหานี้อยู่ แต่ยังไม่รู้ว่าแก้ยังไง" หรือยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีปัญหาให้คนที่ใช่เห็นเรา และจำได้
MOFU (Middle of Funnel) พิจารณา"มีทางเลือกอะไรบ้าง เจ้าไหนน่าเชื่อ"ให้ข้อมูลพอตัดสินใจ เก็บข้อมูลติดต่อหรือให้เขากลับมาอีก
BOFU (Bottom of Funnel) ตัดสินใจ"ราคาเท่าไหร่ คุ้มไหม เริ่มยังไง"ให้ทักแชต ขอใบเสนอราคา หรือกดซื้อ
Retention / Loyalty หลังการขาย"ใช้แล้วดีไหม จะซื้ออีกไหม จะแนะนำใครไหม"ซื้อซ้ำ ต่อสัญญา อัปเซล บอกต่อ

ขั้นสุดท้ายนี้หลายคนลืม ทั้งที่มักเป็นขั้นที่คุ้มที่สุด เพราะไม่ต้องจ่ายค่าแอดหาคนใหม่ ถ้าฟันเนลจบที่ "ซื้อแล้ว" ก็เท่ากับทิ้งข้อมูลลูกค้าที่จ่ายเงินให้เราแล้วไปเฉย ๆ

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ลูกค้าจริงไม่ได้เดินตามลำดับเป๊ะ ๆ บางคนค้น Google แล้วทักแชตเลย (เข้ามาที่ BOFU ทันที) บางคนดูรีวิวใน TikTok เป็นเดือนกว่าจะซื้อ ฟันเนลจึงเป็นกรอบไว้จัดคอนเทนต์และจุดวัด ไม่ใช่กฎว่าทุกคนต้องผ่านครบ 4 ขั้น

แผนภาพฟันเนล 4 ขั้น TOFU MOFU BOFU และหลังการขาย พร้อมคำถามในหัวลูกค้า ช่องทางในไทย และ event หลักของแต่ละขั้น
ฟันเนล 4 ขั้นในภาพเดียว ลูกค้าแต่ละขั้นมีคำถามต่างกัน จึงต้องได้ข้อความ ช่องทาง และจุดวัดต่างกัน

แต่ละขั้นควรใช้คอนเทนต์ แอด และช่องทางไหนในไทย

ช่องทางเดียวกันใช้ได้หลายขั้น ความต่างอยู่ที่ ข้อความ กับ เป้าหมายแคมเปญ ที่เลือก ตารางนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมใช้คุยกับลูกค้า ไม่ใช่สูตรตายตัว

ขั้นคอนเทนต์ที่เหมาะช่องทาง / รูปแบบแอด
TOFUคลิปสั้นเล่าปัญหา ความรู้ทั่วไป บทความตอบคำถามกว้าง ๆTikTok (In-Feed, Spark Ads), Facebook/IG Reels, YouTube (Shorts, In-stream), SEO บทความ
MOFUเปรียบเทียบทางเลือก เคส วิธีเลือก เดโม รีวิวFacebook/IG retarget คนดูคลิป, YouTube คลิปยาว, Google Search คำค้นเชิงเปรียบเทียบ, เพิ่มเพื่อน LINE OA
BOFUราคา แพ็กเกจ โปรโมชัน ขั้นตอนเริ่มงาน FAQ เรื่องสัญญาGoogle Search คำค้นที่มีคำว่า "ราคา" "รับทำ" "ใกล้ฉัน", แอด Lead form / แอดทักแชต, Shopee/Lazada Ads, retarget คนเข้าหน้าราคา
Retentionวิธีใช้ ของเสริม โปรลูกค้าเก่า ขอรีวิวLINE OA (บรอดแคสต์แบ่งกลุ่ม), อีเมล, SMS, แอด Custom Audience ลูกค้าเก่า, แชตร้านใน Shopee/Lazada
ตารางช่องทางในไทย TikTok Facebook IG YouTube Google Search บทความ SEO LINE OA Shopee Lazada อีเมล SMS เทียบกับขั้นของฟันเนลที่ใช้เป็นหลักและใช้เสริม
ช่องทางเดียวใช้ได้หลายขั้น เช่น LINE OA อยู่ได้ตั้งแต่ MOFU ถึงหลังการขาย จุดที่ต้องเปลี่ยนคือข้อความและเป้าหมายแคมเปญ

ข้อสังเกตเฉพาะตลาดไทย

  • LINE OA อยู่ได้ทุกขั้นหลัง TOFU คนไทยชอบทักแชตมากกว่ากรอกฟอร์ม ถ้าปลายทางของแอดคือ LINE ต้องวางวิธีวัดไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นแอดจะเห็นแค่ "คลิกลิงก์" แต่ไม่รู้ว่าใครทักมาจริง
  • Google Search คือช่องทาง BOFU ที่แรงที่สุดสำหรับบริการ คนที่พิมพ์ "รับทำ..." หรือ "ราคา..." มีความตั้งใจซื้อสูงกว่าคนที่เลื่อนฟีดเจอแอด ดูรายละเอียดการบริหารแคมเปญได้ที่ บริการ Google Ads
  • TikTok เก่ง TOFU แต่ปิดการขายได้ด้วย โดยเฉพาะสินค้าราคาไม่สูงที่ตัดสินใจเร็ว ถ้ายังไม่เคยยิงแอด TikTok อ่าน วิธีโปรโมท TikTok ประกอบได้
  • Shopee/Lazada เป็นฟันเนลย่อยในตัวเอง ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในระบบของแพลตฟอร์ม เราดึงออกมาได้จำกัด ถ้าร้านมีทั้งเว็บและมาร์เก็ตเพลส ต้องยอมรับว่าจะเห็นภาพไม่ครบ 100%

แต่ละขั้นต้องวัดด้วย event และ metric อะไร

ตรงนี้คือหัวใจของบทความ ฟันเนลที่วัดไม่ได้ก็เป็นแค่รูปสามเหลี่ยม ผมแนะนำให้กำหนด "event หลัก" ขั้นละ 1–2 ตัว แล้วตั้งชื่อให้เหมือนกันทุกระบบ ทั้งใน Pixel, GA4 และ CRM

ภาพจำลองตารางแผน event กลาง จับคู่ชื่อ event ของ Meta Pixel GA4 และสถานะใน CRM ตามขั้นของฟันเนล
  1. 1ชื่อกลาง = ภาษาที่ทีมใช้คุยกันตั้งชื่อเป็นภาษาคนก่อน เช่น "ส่งฟอร์มขอราคา" ทุกทีมเข้าใจตรงกันว่าหมายถึงเหตุการณ์เดียวกัน
  2. 2ชื่อในแต่ละแพลตฟอร์ม = ชื่อที่ระบบรู้จักPixel กับ GA4 มีชื่อมาตรฐานของตัวเอง เช่น Lead กับ generate_lead จับคู่ไว้ในแถวเดียวกันจะได้เทียบรายงานได้
  3. 3CRM = ที่เก็บที่มาและสถานะจริงลีดต้องลงพร้อม utm และ ad_id ตั้งแต่แถวแรก ไม่อย่างนั้นแถวล่าง ๆ จะผูกกลับไปหาแอดไม่ได้
  4. 4ขั้นปิดการขาย = ข้อมูลที่แพลตฟอร์มแอดไม่มีสถานะ "ลีดมีคุณภาพ" กับ "ปิดได้" เกิดใน CRM ต้องส่งกลับเข้าแพลตฟอร์มเอง แล้วใช้ดูต้นทุนต่อดีลกับ ROAS

ทำตารางนี้ก่อนติดโค้ดใด ๆ แล้วแชร์ให้ทีมแอด ทีมเว็บ และเซลล์ใช้ไฟล์เดียวกัน ถ้าชื่อไม่ตรงกันตั้งแต่แรก รายงานจะเทียบกันไม่ได้

ภาพจำลองเพื่ออธิบาย ข้อมูลตัวอย่าง ชื่อ Potential เป็น custom event ที่ตั้งขึ้นเอง ไม่ใช่ standard event ของ Meta
ขั้นEvent ที่ใช้วัดMetric ที่ดูเครื่องมือ
TOFUImpression, Video view (เช่น ดูถึง 50%), เข้าเว็บครั้งแรกReach, CPM, ThruPlay/อัตราดูจบ, ผู้ใช้ใหม่Meta Ads Manager, TikTok Ads Manager, YouTube/Google Ads, GA4
MOFUViewContent (ดูหน้าบริการ/สินค้า), เลื่อนอ่านบทความลึก, เพิ่มเพื่อน LINE, AddToCartอัตราเข้าหน้าสำคัญ, จำนวนเพื่อนใหม่, Cost per ViewContentMeta Pixel + Conversions API, GA4, LINE OA Manager
BOFULead (ส่งฟอร์ม/ขอใบเสนอราคา), Contact (ทัก LINE/โทร), InitiateCheckout, PurchaseCost per Lead, อัตราลีดที่มีคุณภาพ, Conversion rate, ROASPixel + CAPI, GA4, Google Ads conversion, CRM
ปิดการขาย (B2B)สถานะใน CRM เช่น ติดต่อได้ / เสนอราคา / ปิดได้ / ไม่ใช่กลุ่มต้นทุนต่อดีลที่ปิดได้, ยอดขายต่อค่าแอด, ระยะเวลาปิดดีลCRM + ส่งสถานะกลับเข้าแพลตฟอร์มแอด
RetentionPurchase ครั้งที่ 2+, ต่อสัญญา, รีวิว, ยกเลิกอัตราซื้อซ้ำ, LTV, ChurnCRM / ระบบหลังร้าน / CDP

สังเกตว่ายิ่งลงล่าง เครื่องมือยิ่งเปลี่ยนจาก "ระบบของแพลตฟอร์มแอด" ไปเป็น "ระบบของเราเอง" นี่คือเหตุผลที่คนที่ดูแค่ Ads Manager จะเห็นฟันเนลแค่ครึ่งบน ส่วนครึ่งล่างที่สำคัญที่สุดอยู่ใน CRM ของเรา ถ้ายังไม่แน่ใจว่า Pixel ทำงานยังไง อ่าน Facebook Pixel คืออะไร ก่อนได้

ส่วนคำถามที่เจอบ่อยว่า conversion rate เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี ตัวเลขจากงานวิจัยช่วยได้แค่เป็นจุดเทียบคร่าว ๆ เพราะต่างกันมากตามอุตสาหกรรม

กราฟ conversion rate ค่ากลางของหน้า landing page แต่ละอุตสาหกรรมจาก Unbounce 2024 ทุกอุตสาหกรรม 6.6% SaaS 3.8% อีคอมเมิร์ซ 4.2% ท่องเที่ยว 4.8% บริการธุรกิจ 6.1% กฎหมาย 6.3% บริการการเงิน 8.3%
ที่มา: Unbounce Conversion Benchmark Report 2024 (41,000 หน้า landing page, 57 ล้าน conversion) เกณฑ์ "ทำได้ดี" คือค่าที่ Unbounce ใช้แบ่งกลุ่มบนสุดของแต่ละอุตสาหกรรม ตัวเลขเป็นของหน้า landing page ทั่วโลก ไม่ใช่ค่าเฉพาะตลาดไทย

เชื่อมแอด → เว็บไซต์ → CRM ยังไงให้วัดได้ถึงยอดปิดการขาย

หลักการคือ ข้อมูลต้องเดินต่อกันเป็นสายเดียว ตั้งแต่คลิกแอด ไปจนถึงเซลล์ปิดดีล ถ้าขาดตรงไหน ฟันเนลจะขาดตรงนั้น ผมแบ่งเป็น 5 ขั้นตามที่เราทำจริง

  1. ติด UTM ให้ทุกแอด ใส่ utm_source, utm_medium, utm_campaign และถ้าแพลตฟอร์มรองรับ ให้ส่ง ID ของแอดมาด้วย เช่นใน Meta ใช้พารามิเตอร์แบบไดนามิกอย่าง {{ad.id}} {{campaign.id}} {{placement}} ในช่อง URL parameters
  2. ติด Pixel/Tag ฝั่งเบราว์เซอร์ และ Conversions API ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ส่ง event เดียวกันจากสองทาง โดยใช้ event_id ตัวเดียวกันเพื่อให้แพลตฟอร์มตัดตัวซ้ำ วิธีตั้งค่าอยู่ใน คู่มือ Conversion API และวิธีเช็กว่าไม่นับซ้ำอยู่ใน Pixel กับ CAPI ใช้ event_id กันนับซ้ำ
  3. เก็บที่มาของลีดลงฟอร์มหรือแชต ตอนลูกค้าส่งฟอร์ม ให้แนบค่า UTM, ad_id, campaign_id, placement และ click ID (เช่น fbclid, gclid, ttclid) เข้าไปในข้อมูลลีดด้วย ถ้าปลายทางเป็น LINE ให้ใช้ลิงก์ที่ผ่านหน้าเว็บของเราก่อน หรือใช้ระบบที่ผูกผู้ใช้ LINE กับแหล่งที่มาได้
  4. ลีดลง CRM พร้อมที่มา เซลล์เห็นเลยว่าลีดนี้มาจากแคมเปญไหน และทุกครั้งที่เปลี่ยนสถานะ ระบบบันทึกเวลาไว้ ถ้ายังไม่มี CRM ดู ระบบ CRM บน Lark ได้
  5. ส่งสถานะจาก CRM กลับเข้าแพลตฟอร์มแอด เช่น ลีดที่ติดต่อได้และตรงกลุ่ม ลีดที่ปิดการขายได้พร้อมยอดเงิน และลีดที่ไม่ใช่กลุ่ม เพื่อให้อัลกอริทึมเรียนรู้ว่าคนแบบไหนคือลูกค้าจริง อ่านวิธีทำฝั่ง Meta ได้ที่ ส่งผล CRM กลับเข้า Meta
แผนภาพ 5 ขั้นเชื่อมข้อมูลจากแอด เว็บไซต์ ฟอร์มหรือแชต ไปถึง CRM แล้วส่งสถานะจาก CRM กลับเข้าแพลตฟอร์มแอด
ข้อมูลต้องเดินต่อกันจากกล่อง 1 ถึง 4 แล้ววนกลับที่ขั้น 5 ถ้าขาดกล่องไหน รายงานจะหยุดอยู่แค่กล่องก่อนหน้า

ตัวอย่างจากระบบที่เราใช้กับเว็บของเราเอง

บนเว็บ m-creation.co เราใช้ Pixel คู่กับ Conversions API โดยแชร์ event_id ตัวเดียวกัน เก็บ utm, ad_id, campaign_id และ placement ลง CRM ทุกลีด แล้วส่งสถานะจาก CRM กลับไปที่ Meta 3 แบบ คือ Potential (ลีดมีคุณภาพ), Purchase พร้อมมูลค่า (ปิดการขายได้) และ NotPotential (ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย) รายละเอียดการวางระบบอยู่ใน เคสระบบติดตามลีดของ M Creation ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อให้เห็นว่าการวัดถึงยอดปิดการขายทำได้จริงกับธุรกิจขนาดกลาง ไม่ต้องเป็นบริษัทใหญ่

อยากให้ฟันเนลวัดได้ถึงยอดปิดการขาย?เราวางให้ครบตั้งแต่แผน event, Pixel + CAPI, เก็บที่มาของลีด ไปจนถึงส่งสถานะจาก CRM กลับเข้าแพลตฟอร์มแอด ดูภาพรวมงานวัดผลทั้งหมดได้ที่ บริการ Tracking

ดูบริการวางระบบ Funnel

ควรทำ Retargeting Audience แยกตามขั้นยังไง

เมื่อ event ครบ เราจะสร้างกลุ่มเป้าหมาย (Custom Audience) แยกตามขั้นได้ และยิงข้อความที่ตรงกับสิ่งที่เขาทำล่าสุด แทนที่จะยิงข้อความเดียวให้ทุกคน

กลุ่มนิยาม (ตัวอย่าง)ข้อความที่ควรส่งควรตัดออก
TOFU engagedดูคลิป ≥50% หรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพจ ใน 30–90 วันเคส วิธีเลือก เปรียบเทียบคนที่เข้าเว็บแล้ว
MOFU visitorsViewContent หน้าบริการ/สินค้า ใน 30 วันรีวิว ราคา FAQคนที่ส่งลีด/ซื้อแล้ว
BOFU ค้างAddToCart / InitiateCheckout / เข้าหน้าราคา แต่ไม่ส่งลีดหรือซื้อ ใน 7–14 วันโปรจำกัดเวลา การรับประกัน ช่องทางคุยตรงคนที่ซื้อแล้ว
ลูกค้าเก่ารายชื่อจาก CRM (hash อีเมล/เบอร์) หรือ Purchase ใน 180 วันของเสริม ต่อสัญญา ซื้อซ้ำคนที่เพิ่งซื้อใน 7 วัน (แล้วแต่สินค้า)
ฐานสร้าง Lookalikeลีดที่ CRM บอกว่าปิดได้ หรือลูกค้ามูลค่าสูงใช้หาคนใหม่ใน TOFU—

จำนวนวันในตารางเป็นค่าเริ่มต้นที่ผมใช้ ต้องปรับตามรอบการตัดสินใจของสินค้า ของที่ราคาหลักร้อยอาจใช้แค่ 7 วัน ส่วนบริการ B2B อาจต้อง 90 วันขึ้นไป และถ้ากลุ่มเล็กเกินไป แพลตฟอร์มอาจยิงไม่ออก ต้องขยายช่วงเวลาหรือรวมกลุ่ม

กลุ่ม "BOFU ค้าง" ในตารางมักใหญ่กว่าที่คิด ตัวเลขจากงานวิจัยด้านอีคอมเมิร์ซช่วยให้เห็นภาพ

ภาพสถิติ Baymard Institute อัตราการทิ้งตะกร้าสินค้าออนไลน์เฉลี่ย 70.22% จาก 50 งานวิจัย เท่ากับใส่ตะกร้า 10 คน จ่ายเงินราว 3 คน
ที่มา: Baymard Institute, Cart Abandonment Rate Statistics ค่าเฉลี่ย 70.22% คำนวณจาก 50 งานวิจัย (อัปเดตล่าสุด 22 ก.ย. 2568) ตัวเลขของแต่ละงานอยู่ระหว่างราว 55–84% ร้านของคุณอาจสูงหรือต่ำกว่านี้

ตัวอย่างที่ 1: บริษัท B2B ขายบริการผ่านใบเสนอราคา

ตัวอย่างนี้เป็นสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบายวิธีวาง ไม่ใช่ตัวเลขจากลูกค้าจริง

สมมติบริษัทรับติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับโรงงาน ลูกค้าตัดสินใจนาน มีหลายคนเกี่ยวข้อง และปิดการขายผ่านเซลล์ ไม่ได้กดซื้อบนเว็บ ฟันเนลจะหน้าตาประมาณนี้

  • TOFU: คลิปสั้นใน Facebook/TikTok เรื่องค่าไฟโรงงานและระยะคืนทุน บทความ SEO ตอบคำถามพื้นฐาน วัดด้วยการดูคลิปและผู้ใช้ใหม่
  • MOFU: retarget คนดูคลิปด้วยเคสงานติดตั้ง หน้าอธิบายขั้นตอน และชวนเพิ่มเพื่อน LINE OA เพื่อรับคู่มือ วัดด้วย ViewContent และเพื่อนใหม่
  • BOFU: Google Search คำว่า "ติดโซลาร์เซลล์โรงงาน ราคา" กับฟอร์มขอใบเสนอราคาที่ถามขนาดโรงงานและค่าไฟต่อเดือน วัดด้วย Lead และ Contact
  • ปิดการขาย: ลีดเข้า CRM พร้อม utm และ ad_id เซลล์อัปเดตสถานะ ติดต่อได้ → สำรวจหน้างาน → เสนอราคา → ปิดได้/ไม่ได้ ระบบส่งสถานะ "ลีดมีคุณภาพ" และ "ปิดได้พร้อมมูลค่า" กลับเข้า Meta และ Google Ads
  • Retention: บริการล้างแผง ตรวจระบบรายปี ขอให้แนะนำโรงงานในเครือ ส่งผ่าน LINE OA และอีเมล
ภาพจำลอง pipeline ลีดใน CRM ของบริษัทติดตั้งโซลาร์เซลล์ แสดงที่มาของลีดจากแอด สถานะแต่ละขั้น มูลค่าดีลที่ปิดได้ และสถานะที่ส่งกลับเข้าแพลตฟอร์มแอด
  1. 1ป้ายที่มา = ลีดนี้มาจากแอดไหนติดมากับลีดตั้งแต่ส่งฟอร์ม เช่น แคมเปญ Google หรือเลขแอดของ Meta เซลล์ไม่ต้องถามลูกค้าเอง
  2. 2คอลัมน์สถานะ = ขั้นของฟันเนลช่วงปิดการขายเซลล์ลากการ์ดไปทางขวาเมื่อคุยคืบหน้า ระบบบันทึกเวลาทุกครั้ง จึงวัดระยะเวลาปิดดีลได้
  3. 3มูลค่าดีล = ตัวเลขที่ใช้คิด ROAS จริงใส่ยอดเมื่อปิดได้ แล้วส่งไปพร้อม Purchase ให้แพลตฟอร์มรู้ว่าแคมเปญไหนทำเงิน
  4. 4ส่งแล้ว = สถานะที่กลับเข้าแพลตฟอร์มแอดลีดคุณภาพและดีลที่ปิดได้ถูกส่งกลับอัตโนมัติ อัลกอริทึมจะค่อย ๆ หาคนแบบนี้เพิ่ม
  5. 5ไม่ใช่กลุ่ม = ข้อมูลที่ช่วยกรองแอดลีดบ้านพักอาศัยจากแอดเดียวกันถูกส่งกลับว่าไม่ใช่กลุ่ม ช่วยให้เห็นว่าแอดที่ลีดถูกอาจได้คนผิดกลุ่ม

ถ้า CRM ของคุณยังไม่มีข้อ 1 กับข้อ 4 ให้เริ่มจากสองข้อนี้ก่อน เพราะเป็นจุดที่ต่อฟันเนลครึ่งบนกับครึ่งล่างเข้าด้วยกัน

ภาพจำลองเพื่ออธิบาย ข้อมูลตัวอย่างจากสถานการณ์สมมติข้างต้น ไม่ใช่ข้อมูลลูกค้าจริง

สิ่งที่ธุรกิจแบบนี้ได้จากการวางฟันเนลครบ คือเลิกตัดสินแคมเปญจาก "ค่าต่อลีด" อย่างเดียว เพราะแคมเปญที่ลีดถูกอาจได้แต่คนถามราคาบ้านพักอาศัย ส่วนแคมเปญที่ลีดแพงกว่าอาจได้โรงงานจริง ถ้าไม่มี CRM จะไม่มีทางเห็นความต่างนี้

ตัวอย่างที่ 2: ร้านค้าออนไลน์ B2C

ตัวอย่างนี้เป็นสถานการณ์สมมติเช่นกัน

สมมติแบรนด์สกินแคร์ขายทั้งบนเว็บตัวเอง Shopee/Lazada และ LINE รอบการตัดสินใจสั้น ราคาต่อชิ้นไม่สูง ลูกค้าที่ดีคือคนที่กลับมาซื้อซ้ำ

  • TOFU: คลิป UGC และครีเอเตอร์บน TikTok, Reels บน IG วัดด้วยการดูคลิป 50% และคนเข้าเว็บ/ร้านครั้งแรก
  • MOFU: retarget คนดูคลิปด้วยรีวิวก่อน-หลัง และคอนเทนต์วิธีเลือกสูตรตามสภาพผิว วัดด้วย ViewContent, AddToCart
  • BOFU: แอด Catalog/Dynamic Ads ให้คนที่ใส่ตะกร้าแล้วไม่ซื้อ Google Shopping/Performance Max สำหรับคนค้นชื่อสินค้า และ Shopee/Lazada Ads ในแพลตฟอร์ม วัดด้วย Purchase และ ROAS
  • Retention: เก็บคนซื้อเข้า LINE OA ส่งเตือนตอนสินค้าใกล้หมด (เช่น ประมาณ 30–45 วันหลังซื้อ ตามขนาดขวด) และโปรลูกค้าเก่า วัดด้วยอัตราซื้อซ้ำและ LTV

จุดที่ร้านค้าพลาดบ่อยคือดู ROAS ของแต่ละแพลตฟอร์มแยกกัน แล้วรวมเป็นยอดทั้งหมด ซึ่งมักนับซ้ำ เพราะทุกแพลตฟอร์มนับยอดขายชิ้นเดียวกันเป็นผลงานของตัวเอง วิธีที่ซื่อตรงกว่าคือเทียบกับยอดขายจริงในระบบหลังร้าน แล้วดูแนวโน้ม ไม่ใช่เชื่อตัวเลขของแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งทั้งหมด ถ้าข้อมูลลูกค้ากระจายหลายช่องทาง การรวมไว้ใน CDP จะช่วยให้เห็นว่าคนเดียวกันซื้อจากที่ไหนบ้าง

ภาพจำลองแดชบอร์ดฟันเนลร้านสกินแคร์ แสดงจำนวนคนแต่ละขั้นจาก Session ถึง Purchase จุดที่คนหลุดมากที่สุด และยอด Purchase ที่แต่ละแพลตฟอร์มรายงานรวมกันเกินออเดอร์จริง
  1. 1ตัวกรอง = ช่วงเวลาและกลุ่มที่ดูอยู่เช็กก่อนอ่านตัวเลขเสมอ ว่าดูเดือนไหน ช่องทางไหน อุปกรณ์ไหน
  2. 2จุดหลุดมากที่สุด = ที่ที่ควรแก้ก่อนในตัวอย่างนี้คนดูหน้าสินค้าแล้วใส่ตะกร้าแค่ 21% ให้ดูราคา ค่าส่ง รีวิว และปุ่มบนหน้าสินค้าก่อนเพิ่มงบแอด
  3. 3% ไปต่อ = อัตราผ่านไปขั้นถัดไปดูเป็นรายขั้น ไม่ใช่ดูแค่ยอดซื้อหารคนเข้าเว็บ จะรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนของฟันเนล
  4. 4ยอดแพลตฟอร์มรวมกัน vs ออเดอร์จริงทุกแพลตฟอร์มนับออเดอร์เดียวกันเป็นของตัวเอง ผลรวมจึงเกินยอดจริง ใช้ยอดหลังร้านเป็นตัวตั้งเสมอ

อ่านแดชบอร์ดจากบนลงล่าง หาขั้นที่ % ไปต่อต่ำผิดปกติแล้วแก้ขั้นนั้นก่อน และตัดสินงบจากออเดอร์จริง ไม่ใช่ผลรวมของแต่ละแพลตฟอร์ม

ภาพจำลองเพื่ออธิบาย ข้อมูลตัวอย่างจากสถานการณ์สมมติ ตัวเลขไม่ได้มาจากร้านจริง

ความผิดพลาดที่เจอบ่อยตอนทำ Funnel

  1. ปรับแอดแค่ครึ่งบนของฟันเนล เลือกเป้าหมายแคมเปญเป็นการเข้าชมหรือยอดวิว เพราะตัวเลขสวยและถูก แพลตฟอร์มจะหาคนที่ชอบคลิก ซึ่งไม่ใช่คนเดียวกับคนที่ชอบซื้อ
  2. วัดแค่คลิก คลิกบอกได้แค่ว่าแอดน่าสนใจ ไม่ได้บอกว่าคนที่คลิกซื้อหรือเปล่า ต้องมี event ถึงขั้น Lead/Purchase เป็นอย่างน้อย
  3. ไม่มี CRM หรือมีแต่ไม่บันทึกที่มา ลีดอยู่ในแชตของเซลล์แต่ละคน ไม่มีใครรู้ว่าลีดไหนมาจากแคมเปญไหน สุดท้ายตัดสินงบด้วยความรู้สึก
  4. ใช้แต่ Pixel ไม่มี Conversions API event ฝั่งเบราว์เซอร์หายได้จากตัวบล็อกโฆษณา การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของเบราว์เซอร์ และการตั้งค่าคุกกี้ ดูเพิ่มที่ บริการ Conversion API
  5. ตั้งชื่อ event ไม่ตรงกันในแต่ละระบบ Pixel เรียก Lead, GA4 เรียก generate_lead, CRM เรียก "ลูกค้าใหม่" แล้วไม่มีใครจับคู่ไว้ พอถึงเวลาทำรายงานก็เทียบกันไม่ได้
  6. ไม่มีขั้นหลังการขาย ใช้งบเกือบทั้งหมดหาลูกค้าใหม่ ทั้งที่ลูกค้าเก่ามีข้อมูลติดต่ออยู่แล้ว

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเริ่ม

  • วัดได้ไม่ครบ 100% แม้จะติดครบทุกอย่าง คนที่เห็นแอดในมือถือแล้วไปซื้อหน้าร้าน หรือคนที่บอกต่อกันปากต่อปาก จะไม่ถูกนับ ระบบที่ดีทำให้ช่องว่างแคบลง แต่ไม่หายไป ส่วนธุรกิจที่มีแอปมือถือ ฝั่งแอปต้องวัดด้วย SDK อีกชุด อ่านต่อที่ วิธีวัดผลแอดโปรโมทแอปด้วย SDK และ MMP
  • ต้องมีคนอัปเดต CRM ถ้าเซลล์ไม่เปลี่ยนสถานะลีด ข้อมูลที่ส่งกลับเข้าแพลตฟอร์มแอดก็ไม่มี เรื่องนี้เป็นเรื่องวินัยทีมมากกว่าเรื่องเทคนิค
  • ต้องทำตามกฎหมาย PDPA การเก็บและส่งข้อมูลลูกค้าไปยังแพลตฟอร์มแอดต้องแจ้งในนโยบายความเป็นส่วนตัว และส่งแบบ hash ตามที่แพลตฟอร์มกำหนด ควรให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัทดูร่วมด้วย
  • ธุรกิจที่ลีดน้อยจะเห็นผลช้า อัลกอริทึมต้องการข้อมูลจำนวนหนึ่งถึงจะเรียนรู้จากสถานะใน CRM ได้ ถ้าปิดดีลได้เดือนละไม่กี่ราย ประโยชน์หลักจะอยู่ที่รายงานให้ทีมตัดสินใจเอง มากกว่าการให้แอดปรับตัวเอง

เริ่มวางฟันเนลของคุณจากตรงไหนดี

ถ้าเริ่มจากศูนย์ ผมแนะนำให้ทำจากล่างขึ้นบน กำหนดก่อนว่า "ยอดขาย" ของเราบันทึกอยู่ที่ไหน แล้วถอยกลับมาว่าต้องมี event อะไรบ้างถึงจะต่อสายไปถึงจุดนั้นได้ ค่อยวางคอนเทนต์และแอดของแต่ละขั้นทีหลัง การเริ่มจากทำคลิป TOFU ก่อนโดยยังไม่มีจุดวัดข้างล่าง คือสาเหตุที่หลายธุรกิจยิงแอดมาเป็นปีแต่ตอบไม่ได้ว่าแอดตัวไหนทำเงิน

ถ้าต้องการให้ทีมเราช่วยวางตั้งแต่ event, Pixel, CAPI ไปจนถึงส่งสถานะจาก CRM กลับเข้าแพลตฟอร์มแอด ดูรายละเอียดที่ บริการวางระบบ Marketing Funnel หรือถ้าอยากได้ทั้งการยิงแอดและระบบวัดผลในชุดเดียว แพ็กเกจ Growth System 39,000 บาท/เดือน รวมการดูแลแอด Conversion Tracking, Pixel, CAPI และ CRM Pipeline ไว้แล้ว

Marketing Funnel กับ Customer Journey ต่างกันยังไง

Funnel มองจากฝั่งธุรกิจว่าคนหลุดออกไปที่ขั้นไหนและแต่ละขั้นวัดด้วยอะไร ส่วน Customer Journey มองจากฝั่งลูกค้าว่าเขาเจอเราผ่านจุดสัมผัสอะไรบ้างและรู้สึกยังไง ในทางปฏิบัติใช้ร่วมกันได้ Journey ช่วยคิดคอนเทนต์ Funnel ช่วยกำหนดจุดวัดและงบ

ธุรกิจเล็กที่งบแอดน้อย ควรเริ่มทำ Funnel ขั้นไหนก่อน

ควรเริ่มที่ BOFU ก่อน คือจับคนที่พร้อมซื้ออยู่แล้ว เช่น Google Search คำค้นที่มีคำว่าราคาหรือรับทำ และ retarget คนที่เข้าหน้าบริการ เพราะเห็นผลเร็วและวัดง่าย เมื่อมีข้อมูลลูกค้าจริงพอสมควรแล้วค่อยขยายไป TOFU เพื่อหาคนใหม่

ถ้าลูกค้าทักผ่าน LINE OA จะวัดว่ามาจากแอดตัวไหนได้ไหม

ได้ แต่ต้องวางระบบไว้ก่อน วิธีที่ใช้บ่อยคือให้แอดพาไปหน้าเว็บของเราก่อนเพื่อเก็บ UTM และ click ID แล้วค่อยพาไป LINE พร้อมรหัสอ้างอิง หรือใช้ระบบที่ผูกผู้ใช้ LINE กับแหล่งที่มาได้ ถ้าลิงก์จากแอดตรงไปที่ LINE เลย แพลตฟอร์มจะเห็นแค่การคลิก ไม่รู้ว่าใครทักมาจริง

ทำไมยอด Conversion ใน Ads Manager ไม่ตรงกับยอดขายจริง

เพราะแต่ละแพลตฟอร์มนับตามกรอบเวลาและวิธี attribution ของตัวเอง และมักนับยอดขายชิ้นเดียวกันเป็นผลงานของตัวเองทุกแพลตฟอร์ม บวกกับ event ที่หายจากตัวบล็อกโฆษณา ตัวเลขจึงไม่มีทางตรงกันเป๊ะ ควรใช้ยอดขายในระบบหลังร้านหรือ CRM เป็นตัวตั้ง แล้วใช้ตัวเลขของแพลตฟอร์มดูแนวโน้มและเปรียบเทียบแคมเปญ

ต้องมี CRM ถึงจะทำ Funnel ได้ไหม

ถ้าขายผ่านหน้าเว็บที่มีระบบชำระเงินในตัว ไม่มี CRM ก็วัดถึง Purchase ได้ แต่ถ้าปิดการขายผ่านเซลล์ แชต หรือใบเสนอราคา ต้องมี CRM หรืออย่างน้อยตารางที่บันทึกที่มาของลีดและสถานะ ไม่อย่างนั้นฟันเนลจะขาดตั้งแต่ขั้นลีดลงไป

ส่งสถานะจาก CRM กลับไปที่ Meta แล้วแอดดีขึ้นทันทีไหม

ไม่ทันที อัลกอริทึมต้องใช้เวลาเรียนรู้และต้องมีจำนวน event มากพอ ประโยชน์ที่ได้ทันทีคือรายงานที่บอกได้ว่าแคมเปญไหนให้ลีดคุณภาพ ส่วนการที่แพลตฟอร์มปรับไปหาคนแบบลูกค้าจริงจะค่อย ๆ เห็นเมื่อข้อมูลสะสมพอ ธุรกิจที่ปิดดีลได้น้อยต่อเดือนอาจเห็นผลส่วนนี้ช้า

Funnel ของ B2B กับ B2C ต่างกันตรงไหนมากที่สุด

ต่างกันที่จุดสิ้นสุดของการวัด B2C ส่วนใหญ่จบที่ Purchase บนเว็บหรือมาร์เก็ตเพลส ส่วน B2B จบที่สถานะในมือเซลล์ ซึ่งอาจห่างจากวันที่เห็นแอดหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน B2B จึงต้องพึ่ง CRM และการส่งสถานะกลับเข้าแพลตฟอร์มแอดมากกว่า ส่วน B2C ต้องใส่ใจขั้นซื้อซ้ำมากกว่า